Author Topic: รถไฟฟ้าฝั่งธน เปิดให้ลองนั่งฟรีแล้ว, รถไฟฟ้าไปสุวรรณภูมิก็จะเปิดเช่นกัน  (Read 6465 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline peng_117

  • Administrator
  • นักรบ
  • *******
  • Posts: 178
ไชโย.. รถไฟฟ้ามาแล้ว..วว..
   
เสียง เพื่อนที่บ้านอยู่ฝั่งธนฯ แต่ต้องข้ามมาทำงานฝั่งกรุงเทพฯ ทุกวี่วันร้องตะโกนดังลั่นมาแต่ไกล ฟังแล้วก็พลอยดีอกดีใจไปกับเขาด้วย ไอ้เราบ้านอยู่ฝั่ง กทม.แถว ๆ บางกะปิแท้ ๆ ยังไม่มีโอกาสได้เห็นวี่แววรถไฟฟ้ากับเขาบ้างเลย..

คุยกับเพื่อนว่าต่อไปนายไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้ามืดหนีรถติดอีกแล้วละสิ..

เพื่อนหัวเราะแหะ ๆ บอกว่า.. ยังต้องขับรถมาทำงานเหมือนเดิมนั่นแหละ เพราะรถไฟฟ้ามันข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปแค่สองป้ายเอง ห่างจากบ้านตั้งหลายกิโล..

แรก ๆ ตั้งแต่ 15 พ.ค. – 12 ส.ค.52 เขาเปิดให้ใช้ฟรีประมาณ 3 เดือน ก็คงจะบ้าเห่อหอบลูกจูงหลานไปนั่งเล่น ๆ สักสอง-สามเที่ยวแค่สองป้ายที่ให้ฟรีนั่นแหละ.. หลังจากนั้นร้อยวันพันปีจะได้ใช้บริการกับเขาบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้..!?

แต่ก็ยังดีนะที่ได้เริ่มเปิดเสียที เพราะชาวบ้านแถวนั้น เขาแหงนหน้าดูราง รอมาตั้งนานแล้วนิ..

รถไฟฟ้า บีทีเอส เปิดบริการวันแรกเมื่อ 5 ธันวาคม 2542 พร้อมกันสองสาย คือ สายสุขุมวิท (หมอชิต-อ่อนนุช) และสายสีลม (สนามกีฬาฯ-สะพานตากสิน) นับเป็นรถไฟฟ้าระบบแรกของประเทศไทยเลยทีเดียว แต่กว่าจะต่อขยายเส้นทางได้สำเร็จ ใช้เวลาถึงเกือบ 10 ปีเต็ม..!

อย่างไรก็ตาม เกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ถือได้ว่ารถไฟฟ้าบีทีเอส ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ยอดผู้ใช้บริการรวมตั้งแต่วันแรกถึงปัจจุบัน ถ้ายังไม่ถึง 1,000 ล้านคน ก็น่าจะเฉียด ๆ แล้ว..!

ส่วนต่อขยายที่จะเปิดบริการรับเปิดเทอมนี้ แม้จะเป็นระยะทางสั้น ๆ เพียง 2.2 กิโลเมตร แต่ก็น่าจะเพิ่มความสะดวกสบายได้พอสมควร มีจุด จอดแล้วจร หรือ Park & Ride บริเวณสถานีวงเวียนใหญ่ ที่เตรียมไว้รองรับรถยนต์ประมาณ 200 คันอีกด้วย

ส่วนคนที่อยู่ตามแนวเส้นทางที่กำลังจะต่อขยายในอนาคต ทั้งจากวงเวียนใหญ่ ไป บางหว้า อีก 5.3 กิโลเมตร และส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทจาก อ่อนนุช ไป แบริ่ง ระยะทาง 5.25 กิโลเมตร ก็อดใจรออีกประมาณสองปี คาดว่าจะเปิดไล่ ๆ กันในปี 2554 จ้ะ..
 



ปีนี้นอกจากรถไฟฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสายแรกแล้ว คนไทย (รวมทั้งแขก จีน ฝรั่ง ต่างชาติ) ยังจะได้เริ่มใช้รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ พญาไท-สุวรรณภูมิ อีกด้วยนะ.. เขาจะเริ่มเปิดในเดือนสิงหาคมนี้เช่นกัน เป็นระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงสองสายที่วิ่งในเส้นทางเดียวกัน

คือ รถด่วน Express Line มักกะสัน-สุวรรณภูมิ วิ่งรวดเดียวไม่จอดเลย ใช้เวลา 15 นาที คาดว่าค่าโดยสารประมาณ 150 บาท ซึ่งในอนาคตอาจจะราว ๆ ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ผู้โดยสารเครื่องบินสามารถเช็คอินได้ที่สถานีมักกะสันเลย

และรถ City Line วิ่งจาก พญาไท-ราชปรารภ-มักกะสัน-รามคำแหง-หัวหมาก-บ้านทับช้าง-ลาดกระบัง -สุวรรณภูมิ รวม 8 สถานี ระยะทางกว่า 28 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที คาดว่าค่าโดยสารจะอยู่ที่ประมาณ 30-50 บาท

แอร์พอร์ตลิงค์ เป็นโครงการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ซึ่งถือว่าเป็นผู้เล่นรายใหม่ในระบบรถไฟฟ้าของเมืองไทย โดย ร.ฟ.ท.จะตั้งบริษัทลูกขึ้นมาดำเนินการเอง แต่ตอนนี้ยังถกเถียงกันอยู่ว่าจะให้เอกชนเข้ามาร่วมถือหุ้นในบริษัทลูกนี้ ด้วยหรือไม่..

สหภาพแรงงานฯ ร.ฟ.ท.คัดค้านหัวชนฝา ไม่อยากให้เอกชนเข้ามาทำ เกรงว่าจะทำให้ ร.ฟ.ท.เสียประโยชน์ และเป็นผลเสียในแง่ศักยภาพขององค์กรในระยะยาว

แต่ ร.ฟ.ท.เองก็ถูกวิจารณ์ไม่น้อยว่าขาดทั้งประสบการณ์เรื่องระบบรถไฟฟ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลงานของรถไฟธรรมดาก็ถูกตำหนิติติงมาอย่างหนักว่าไร้ประสิทธิภาพ..!

ร.ฟ.ท.หวังว่ารถไฟด่วน Express Line จะมีผู้ใช้บริการวันละ 13,000 คน ซึ่งแน่นอนว่าเกือบทั้งหมดเป็นผู้โดยสารเครื่องบิน เพราะค่าโดยสารแพงเกินกว่าที่ผู้เดินทางประจำวันจะจ่ายได้ และระหว่างเส้นทางไม่จอดรับ-ส่งคนเลย

ส่วนรถไฟฟ้าระบบ City Line คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการวันละประมาณ 113,000 คน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ตามเส้นทางรถไฟฟ้า ซึ่งสามารถเข้ามาต่อรถไฟฟ้าใต้ดินที่มักกะสัน และ บีทีเอส ที่พญาไทได้

ประเด็นที่ยังเป็นคำถามสำคัญในเวลานี้ คือจำนวนผู้โดยสารทั้งสองระบบจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่..?

เพราะระยะแรกที่จะเปิดใช้ ผู้โดยสารเครื่องบินยังไม่สามารถเช็คอินที่มักกะสันได้ ขณะที่ประชาชนตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าก็ยังไม่มีที่จอดรถแบบ จอดแล้วจร เหมือนของรถไฟใต้ดิน และบีทีเอส

ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เส้นทางรถไฟฟ้าคู่ขนานไปกับถนนมอเตอร์เวย์ ซึ่งแทบไม่มีจุดข้ามจุดตัดเลย

ประชาชนที่อาศัยอยู่อีกด้านหนึ่งของมอเตอร์เวย์ ต้องนั่งรถ หรือเดินอ้อมไกลมาก..ก..ก... และคงมีโอกาสน้อยยิ่งกว่าน้อย ที่จะได้ใช้รถไฟฟ้าสายนี้
 


ไม่มีใครปฏิเสธว่าระบบรถไฟฟ้า ควรจะเกิดขึ้นในประเทศไทยให้มากกว่านี้และนานแสนนานมาแล้ว แต่เมื่อทำทั้งที ก็ต้องได้ใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ากับเงินภาษีประชาชนที่ลงทุนไปหลายหมื่นล้าน บาท อย่าให้กลายเป็นอนุสรณ์แห่งความอัปยศเหมือนเสา โฮป (เลสส์) เวลล์ หรือเป็นโอกาสที่นักการเมืองจะเข้ามาทุจริตคอร์รัปชั่น หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจเองที่จ้องจะปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง โดยเอาประชาชนมาอ้าง.


ข่าวจาก เดลินิวส์
"สักนิด"ดอทคอม เว็บไซต์เพื่อคนมีปีก