Author Topic: ตา : การใช้น้ำตาเทียมในภาวะตาแห้ง  (Read 17680 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline Dexa

  • Administrator
  • ขุนศึก 9 ทัพ
  • *******
  • Posts: 305
•  การใช้น้ำตาเทียมในภาวะตาแห้ง ศ.พญ.สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต

สำหรับอาชีพที่เกี่ยวกับการบินหลายคนคงต้องเจอปัญหาภาวะตาแห้ง แน่นอนคงต้องชดเชยด้วยการหยอดน้ำตาเทียม ในสมัยก่อนการรักษาภาวะตาแห้งทำโดยพยายามใช้สารหล่อลื่น มีตั้งแต่การใช้ไข่ขาวและใช้ไขมันหยอดตาก่อนนอน การหยอดน้ำเกลือและน้ำมันชนิดต่างๆ จนในราว ค.ศ.1900 ความรู้เรื่องภาวะตาแห้งมีมากขึ้นมีการใช้สารที่เพิ่มความหนืดให้กับน้ำ ตลอดจนสารเพื่อเพิ่มระยะเวลาให้ยาอยู่ในตาได้นานขึ้น

สารหล่อลื่นหรือน้ำตาเทียมควรจะมีลักษณะใกล้เคียงกับน้ำตาปกติ ส่วนประกอบที่สำคัญ คือ polymer เพื่อให้น้ำตาเทียมมีความหนืด มีความตึงผิว ใช้ buffer เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างที่พอเหมาะทำให้ไม่แสบตา มีส่วนของเกลือเพื่อควบคุม toxicity และเช่นเดียวกับยาหยอดทุกตัวที่เปิดใช้นานากว่า 24 ชั่วโมงจะต้องมีสาร preservative เพื่อป้องกันการเติบโตของจุลชีพที่อาจปนเปื้อนเข้าไปขณะหยอด น้ำตาเทียมก็เช่นกัน แต่สาร preservative เกือบทุกตัวมีผลทำลายเซลล์เยื่อบุผิวทั้งนั้น หากตาแห้งมากหยอดมากครั้งก็ทำให้สารนี้เป็นโทษและทำลายเยื่อบุผิวมากขึ้น อย่างไรก็ตามน้ำตาเทียมที่มี preservative ที่เป็นขวดใหญ่ ใช้สะดวก ใช้ได้นานกว่า ในปัจจุบันมีน้ำตาเทียมชนิดที่ไม่มี preservative เปิดแล้วต้องใช้ภายใน 24 ชั่วโมงเท่านั้น เพื่อเลี่ยงพิษของ preservative

โดยสรุปน้ำตาเทียมที่ใช้ในปัจจุบันมี 2 ชนิด ชนิดใช้ได้นานมักจะบรรจุในขวดขนาดเล็กปกติใช้ภายใน 1 เดือน กับ ชนิดใช้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง จะมีลักษณะเป็นแผงของหลอดพลาสติกใสๆ ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายแล้วจะมีราคาแพงกว่า การจะเลือกใช้น้ำตาเทียมชนิดไหนขึ้นกับโรคและความรุนแรง โดยทั่วไปถ้าตาไม่แห้งมาก ควรเริ่มจากชนิดขวดใหญ่ แต่ควรพิจารณาใช้ชนิดที่มีอายุการใช้งาน 24 ชั่วโมงเมื่อ
•  ภาวะตาแห้งค่อนข้างรุนแรง ต้องหยอดน้ำตาเทียมมากกว่า 4 ครั้งต่อวันเป็นเวลานาน
•  ผู้ที่มีประวัติแพ้สาร preservative
•  ผู้ที่มีโรคของผิวกระจกตา เซลล์ของผิวกระจกตาไม่ค่อยสมบูรณ์ การใช้น้ำตาเทียมแบบมี preservative ทำให้ผิวกระจกตาเสียมากขึ้น
« Last Edit: 12 September 2008, 01:15:01 +07 by Dexa »

Offline omskygangster

  • ATT01/08
  • เสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่
  • ***
  • Posts: 892
อืม...ผมใช้แบบที่ว่าแหล่ะ ใช้วันต่อวัน แต่ปกติใช้วันนึงก็ไม่หมดหลอดซะที  E33
อย่างงี้ถ้าใช้เกินวันนึงล่ะจะมีผลเสียอะไรปล่าวพี่  O35

Offline Dexa

  • Administrator
  • ขุนศึก 9 ทัพ
  • *******
  • Posts: 305
แบบหลอดใช้ได้ ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากเปิด
คือ หยอดได้อีก แต่ไม่ควรเกิน 1 วัน  เสร็จก็ทิ้งไปเลยคับ อย่าเสียดายครับ
ถ้าต้องรักษาตา จะแพงกว่านี้เยอะคับ
« Last Edit: 14 September 2008, 13:00:02 +07 by Dexa »

Offline DuraSail

  • จิตใจของฉันแข็งแกร่งดั่ง
  • ATT01/08
  • ราชาเทวะ
  • ***
  • Posts: 2,592
คุณเคยสังเกตุดวงตาของคุณว่า "ตาแห้ง" หรือไม่:

คุณ เคยรู้สึกเคืองตาหรือแสบตาบ่อยๆ เหมือนมีผงอยู่ในตา ขนต้องขยี้หรือกระพริบตาบ่อยๆ เคืองตาอยู่ตลอดเวลา ลืมตาไม่ค่อยได้ แพ้แสงต้องสวมแว่นดำอยู่ตลอดเวลาไหมคะ มาดูกันว่าอาการลักษระนี้เกิดขึ้นกับใครได้บ้าง

เชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายๆ ท่านคงจะเคยมีอาการตาแห้งกันบ้าง บางท่านอาจรู้สึกว่าในดวงตาฝืดเคือง แสบ เหมือนไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงดวงตา บางท่านอาจมีอาการผิดปกติทางตาไปรับการตรวจจากจักษุแพทย์ทราบว่าอยู่ในภาวะ ตาแห้งควรหยอดน้ำตาเทียมช่วยบรรเทาอาการต่างๆ

อาการ ตาแห้งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยๆ มักจะเป็นเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ โดยมักจะมีอาการไม่สบายตา ระคายเคืองตา แสบตา เคืองคล้ายมีเศษผงอยู่ในตา กระพริบตาบ่อยๆ สำหรับผู้ใช้คอนแทคเลนส์ประจำจะรู้สึกว่าใส่คอนแทคเลนส์ที่เคยใช้ไม่ได้ บางรายอาจมีอาการแพ้แสง ตาพร่ามัวลงร่วมด้วย อาการดังกล่าวจะเป็นมากขึ้นหากอยู่ในที่แห้งหรือกลางแจ้ง อาการจะดีขึ้นเมื่อได้พักสายตาหรือหลังหยอดน้ำตาเทียม

สาเหตุของภาวะตาแห้ง

ในภาวะปกติผิวด้านหน้าตาดำของคนเราจะ ฉาบไว้ด้วยน้ำตาเป็นชั้นๆ บางๆ 3 ชั้น ชั้นในสุดติดตาดำเป็นน้ำตาที่เป็นเมือกสร้างโดยต่อมต่างๆ ในเยื่อบุต่างๆ ชั้นกลางเป็นน้ำใสสร้างจากต่อมน้ำตาหลักและต่อมน้ำตาสำรอง ส่วนชั้นนอกสุดเป็นชั้นน้ำตาไขมันสร้างจากต่อมบริเวณเปลือกตา น้ำตาทั้ง 3 ชั้น จะทำหน้าที่เคลือบผิวกระจกตาให้เรียบ ให้ออกซิเจนแก่เซลล์ผิวกระจกตา ชะล้างสิ่งสกปรกตลอดจนเชื้อโรคบางตัวที่อาจพลัดหลงเข้าตา ในภาวะปกติน้ำตาถูกสร้างออกมาสม่ำเสมออย่างอัตโนมัติ แต่ยังมีน้ำตาอีกกลุ่มหนึ่งที่สร้างออกมาตอบสนองต่อการระคายเคือง เช่น เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา การมีแสงจ้ากระทบตา ตลอดจนบางส่วนที่ตอบสนองอารมณ์ เช่น ดีใจ เสียใจ จะมีน้ำตาออกมามากกว่าปกติ เมื่อมีน้ำตาออกมา ต้องมีการไหลออกจากดวงตาผ่านท่อน้ำตาไปสู่ถุงน้ำตาลงจมูกและคอ การเกิดภาวะตาแห้งจึงเกิดได้ 2 หลักใหญ่ คือ สร้างน้อยเกินไปหรือไหลออกจากตาเร็วเกินไป โดยทั่วไปอาจเกิดจากี่

เป็นโรคต่างๆ ที่ทำลายต่อมสร้างน้ำตา ทั้งต่อมน้ำตาหลัก ต่อมต่างๆ ที่เยื่อบุตาตลอดจนต่อมต่างๆ ที่เปลือกตา เช่น โรค Sjogren (โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดหนึ่งที่ทำให้ติดเชื้อง่าย และมีอาการปากแห้ง ตาแห้ง) เปลือกตาอักเสบเรื้อรัง โรค Stevens-Johnson syndrome (SJS) ที่ทำลายเยื่อบุตาโดยตรง ตาหลับไม่สนิท สารเคมีเข้าตา ฯลฯ

มีโรคทางร่างกายบางอย่างที่ทำให้การ สร้างน้ำตาลดลง ได้แก่ โรคผิวหนัง Rosacea (มีลักษณะคล้ายสิว) โรครูมาตอยด์ โรค SLE (ที่รู้จักและเรียกกันว่า โรคพุ่มพวง) โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคภูมิแพ้ ตลอดจนภาวะหมดประจำเดือนหรือวัยทอง เป็นต้น

สิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น การทำงานในห้องปรับอากาศนานๆ อยู่บนเครื่องบินนานๆ อ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ตลอดจนการใช้คอนแทคเลนส์

การใช้ยารักษาโรคทางกายบางอย่างที่มี การใช้ยาเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การรักษาโรคความดันโลหิตสูง ยารักษาอาการซึมเศร้า ยาแก้แพ้ แก้หวัด ยารักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ เป็นต้น

“ตาแห้ง” รักษาอย่างไร

      ควรเริ่มด้วยหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคที่หลีกเลี่ยงได้ เช่น การอยู่ในห้องปรับอากาศนานๆ การอ่านหนังสือหรืออยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานเกินไป หลีกเลี่ยงที่จะอยู่ในที่มีแดดลมมาก หรือถ้าจำเป็นให้ใช้แว่นกันแดดกันลม เป็นต้น

     รักษาโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น เปลือกตาอักเสบ ความผิดปกติของเปลือกตา ลดหรืองดการใช้ยาที่ทำให้เกิดภาวะการณ์สร้างน้ำตาน้อยลง ใช้ยาแก้แพ้ในกรณีที่มีปัญหาภูมิแพ้ด้วย

     การใช้น้ำตาเทียม น้ำตาเทียมที่ใช้กันอยู่อาจเป็นในรูปของน้ำใส เป็นเจล หรือขี้ผึ้ง น้ำตาเทียมชนิดน้ำมี 2 ชนิดใหญ่ คือ ชนิดมีสารกันเสีย ซึ่งขวดหนึ่งสามารถใช้ได้นานเป็นเดือน กับรูปแบบชนิดไม่มีสารกันเสียใช้ได้ไม่เกิน 24 ช.ม. มักบรรจุอยู่ในหลอดพลาสติกเล็กๆ คล้ายหลอดยาฉีด มีน้ำตาเทียมอยู่ 4-8 หยด ประมาณ 0.4 cc หากตาแห้งเป็นไม่มาก สามารถหยอดน้ำตาเทียม วันละ 4 ครั้ง อาจจะใช้ร่วมกับน้ำตาเทียมชนิดเจล หรือใช้แบบขี้ผึ้งก่อนนอน หากอาการเป็นมากเพิ่มการหยอดน้ำตาเทียมได้ทุก 1-2 ช.ม. ซึ่งควรใช้แบบไม่มีสารกันเสีย หากใช้แบบมีสารกันเสียจำนวนมากกว่า 4 ครั้งต่อวัน ตัวสารกันเสียอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อเยื่อบุตาได้

     ใช้ยาหยอดลดการอักเสบของตาแบบอ่อนในรายที่มีการอักเสบของเยื่อบุตาร่วมด้วย

     ยากดภูมิต้านทาน (cyclosporine) เป็นตัวยาซึ่งกดภูมิต้านทานที่นิยมใช้ในผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ มิให้ผู้รับอวัยวะมีปฏิกิริยาต่อต้านอวัยวะที่ได้มาใหม่ ในรูปของยาหยอดสามารถนำมาใช้กับผู้ที่มีอาการตาแห้งรุนแรงปานกลางจนถึง รุนแรงมากได้

         โดยทั่วไปภาวะตาแห้งส่วนมากแก้ไขและบำบัดได้ด้วยข้อปฏิบัติข้างต้น มีส่วนน้อยที่มีอาการตาแห้งมาก อาจต้องลงเอยด้วยการผ่าตัดอุดท่อน้ำตามิให้ไหลออกจากตา อาจจะใช้วัสดุอุดท่อน้ำตาแบบชั่วคราว หรือผ่าตัดปิดท่อน้ำตาแบบถาวรไปเลย

    แม้ว่าภาวะตาแห้งดูเหมือนจะไม่ร้ายแรง แต่เป็นภาวะที่มักจะเป็นเรื้อรัง ก็ทำให้เกิดความรำคาญ ไม่สบายตา บั่นทอนการใช้สายตาได้ วิธีแก้ไขมีตั้งแต่ง่ายๆ โดยการพักสายตาเป็นระยะ เมื่อต้องใช้งานต่อเนื่องยาวนาน การจัดวิถีการทำงานตลอดจนสภาพแวดล้อม ไปจนใช้น้ำตาเทียมช่วย หรือสุดท้ายอาจต้องลงเอยโดยการผ่าตัด

โดย ศ.พญ.สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต จักษุแพทย์

จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

Offline Dexa

  • Administrator
  • ขุนศึก 9 ทัพ
  • *******
  • Posts: 305
 O11 ข้อมูลแน่นจิงๆ
เวลาบินลงมาทีไร ตาแดงทุกที ไม่รู้เพราะแห้ง หรือว่า นอนไม่พอ

เป็นนักบินต้องรักษาสุขภาพจิงๆเลย

ว่าแล้วเสาร์นี้ ไปดื่มดีกว่า    O34